วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สองน่อง-เหนื่อยนี้เพื่อน้อง
โลกกว้าง-ทางไกล
สองน่อง-เหนื่อยนี้เพื่อน้อง
สานสัมพันธ์ผู้รักสุขภาพไทย , ลาว , เวียดนาม , จีน
กฤตย์ ทองคง ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ในหมู่นักวิ่งเพื่อสุขภาพ ในฐานะผู้รอบรู้เรื่อง “วิ่ง” จากการใช้ตัวเอง ฝึกฝน ทดลอง จากการฝึกซ้อมอย่างหนัก ควบคู่ไปกับการลงแข่งขันในสนามวิ่งบนถนน เพื่อทดสอบและประเมินตนเอง ขณะเดียวกันก็ศึกษาหาความรู้จากตำรับตำราทั้งไทยและต่างประเทศ ผ่านระบบสารสนเทศที่ทันสมัยและกว้างไกล
กฤตย์ ใช้ประสบการณ์และความรู้สร้างผลงานเป็นบทความเกี่ยวกับการวิ่งนับร้อยบทความ มีการจัดพิมพ์รวมเล่มหลายฉบับ และกำลังจะมีการตีพิมพ์ผลงานรวมเล่มชุดใหม่ล่าสุด ออกมาเป็นวิทยาทานแก่นักวิ่งเพื่อสุขภาพในเร็ว ๆ นี้ โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ให้การสนับสนุน
ในปี พ.ศ.2549 กฤตย์ เข้าไปช่วย ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ และคณะวิ่งทางไกล จากกรุงเทพฯ ถึงพระตำหนักดอยตุง จังหวัดเชียงราย ระยะทาง 930 กิโลเมตร ภายใต้โครงการ“วิ่งเพื่อคนที่เรารัก : Run for the one we love” ในฐานะโคชและผู้จัดการ
ปี พ.ศ.2550 กฤตย์ ขี่จักรยานทางไกลวนรอบภาคอีสาน ระยะทาง 2,515 กิโลเมตร จากนครสวรรค์ เลียบแม่น้ำโขงทอดยาวพรมแดนไทย-ลาว วกกลับมาที่นครสวรรค์ใช้เวลาต่อเนื่องนาน 31 วัน โดยลำพัง
ปี พ.ศ.2551 เขาขี่จักรยานล่องใต้ จากนครสวรรค์ จนถึงอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ทั้งไปและกลับโดยลำพังตัวคนเดียว รวมระยะทางกว่า 3,000 กิโลเมตร
ก่อนหน้านี้ ในช่วงปี 2529 – 2530 กฤตย์หาประสบการณ์การใช้ความสามารถเอาตัวรอดในการเดินทาง โดยการโบกรถ เดินทางไปทั่วทวีปยุโรป โดยลำพัง เป็นระยะเวลาต่อเนื่องราว 5 เดือน
วันนี้ ในปี พ.ศ.2553 กฤตย์ ทองคง สั่งสมประสบการณ์ และบ่มเพาะจิตใจอันแข็งแกร่ง และกล้าหาญ เพื่อการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของชีวิต ภายใต้ชื่อ โลกกว้าง...ทางไกล สองน่อง...เหนื่อยนี้เพื่อน้อง สานสัมพันธ์ผู้รักสุขภาพไทย ลาว เวียดนาม จีน
ทั้งนี้ด้วยเจตนามุ่งมั่น ที่จะใช้การเดินทางไกลครั้งนี้ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะทรงมีพระชนมายุ 84 พรรษา ในปี 2554 ในฐานะพระองค์เป็นประดุจ “พ่อของคนไทยทั้งแผ่นดิน”
การขี่จักรยาน ระยะทางราว 5,000 กิโลเมตรหนนี้ ยังเป็นไปเพื่อเรียกร้องความรักความสามัคคีของคนในชาติ รวมถึงต้องการรณรงค์ให้สาธารณชน ตระหนักในความสำคัญของการออกกำลังกาย จนเป็นวิถีชีวิต และเขายังตั้งความหวังที่จะระดมเงินเป็นกองทุน สำหรับเยาวชนที่ยากจน และด้อยโอกาสอีกด้วย
จุดเริ่มต้นการขี่จักรยานของ กฤตย์ ทองคง เริ่มที่สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ในวันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2553 ผ่าน นครสวรรค์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ แพร่ พะเยา เชียราย เข้าสู่ ลาว ผ่านห้วยทราย หลวงน้ำทา ปากแบ่ง มุ่งสู่เวียดนาม ผ่านเดียนเบียนฟู ฮานอย และลังซอน เข้าสู่ประเทศจีน ผ่านหนานหนิง กวางตุ้ง เซี๊ยะเหมิน เซียงไฮ้ นานกิง เทียนสิน
จุดสิ้นสุดการเดินทาง โดยจักรยานตามลำพังของ กฤตย์ ทองคง อยู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน จากนั้นจึงเดินทางกลับถึงประเทศไทยโดยเครื่องบิน ประมาณเดือนตุลาคม 2553 รวมเวลาเดินทาง 100 วัน ด้วยระยะทางราว 5,000 กิโลเมตร
ตลอดระยะการเดินทาง คุณกฤตย์ จะเข้าเยี่ยมชมรมออกกำลังกายของเมืองต่าง ๆ ตามรายทาง เพื่อมอบสารจากประธานสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย ถึงผู้นำชมรมเหล่านั้น เพื่อแสดงเจตนาในการมีส่วนร่วมต่อการผลักดัน เงื่อนไขทางสังคมที่เอื้อต่อการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพในภาคพื้นเอเชีย
ขอเชิญชวนเพื่อนนักวิ่งทั่วไทย ส่งพลังใจให้กับ กฤตย์ ทองคง สานฝันของเขาให้เป็นจริง ภายใต้โครงการ โลกกว้าง...ทางไกล สองน่อง...เหนื่อยนี้เพื่อน้อง และเชิญร่วมบริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อการฝึกวิ่งถนนให้กับเยาวชนที่ขาดแคลนได้ ในชื่อบัญชี โลกกว้าง...ทางไกล ธนาคารกรุงไทย สาขาปากน้ำโพ เลขที่บัญชี 628-0-22710-3 ที่มีกรรมการรักษาเงิน ประกอบด้วย กฤตย์ ทองคง (เจ้าของโครงการ) พีรพงษ์ นพนาคีพงศ์ (เฮียปอ : ประธานเครือข่ายชมรมวิ่งภาคเหนือตอนล่าง) และ ร.ต.ต.จำเริญ วรทอง (รองนายก อบจ.นครสวรรค์)
สองน่อง-เหนื่อยนี้เพื่อน้อง
สานสัมพันธ์ผู้รักสุขภาพไทย , ลาว , เวียดนาม , จีน
กฤตย์ ทองคง ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ในหมู่นักวิ่งเพื่อสุขภาพ ในฐานะผู้รอบรู้เรื่อง “วิ่ง” จากการใช้ตัวเอง ฝึกฝน ทดลอง จากการฝึกซ้อมอย่างหนัก ควบคู่ไปกับการลงแข่งขันในสนามวิ่งบนถนน เพื่อทดสอบและประเมินตนเอง ขณะเดียวกันก็ศึกษาหาความรู้จากตำรับตำราทั้งไทยและต่างประเทศ ผ่านระบบสารสนเทศที่ทันสมัยและกว้างไกล
กฤตย์ ใช้ประสบการณ์และความรู้สร้างผลงานเป็นบทความเกี่ยวกับการวิ่งนับร้อยบทความ มีการจัดพิมพ์รวมเล่มหลายฉบับ และกำลังจะมีการตีพิมพ์ผลงานรวมเล่มชุดใหม่ล่าสุด ออกมาเป็นวิทยาทานแก่นักวิ่งเพื่อสุขภาพในเร็ว ๆ นี้ โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ให้การสนับสนุน
ในปี พ.ศ.2549 กฤตย์ เข้าไปช่วย ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ และคณะวิ่งทางไกล จากกรุงเทพฯ ถึงพระตำหนักดอยตุง จังหวัดเชียงราย ระยะทาง 930 กิโลเมตร ภายใต้โครงการ“วิ่งเพื่อคนที่เรารัก : Run for the one we love” ในฐานะโคชและผู้จัดการ
ปี พ.ศ.2550 กฤตย์ ขี่จักรยานทางไกลวนรอบภาคอีสาน ระยะทาง 2,515 กิโลเมตร จากนครสวรรค์ เลียบแม่น้ำโขงทอดยาวพรมแดนไทย-ลาว วกกลับมาที่นครสวรรค์ใช้เวลาต่อเนื่องนาน 31 วัน โดยลำพัง
ปี พ.ศ.2551 เขาขี่จักรยานล่องใต้ จากนครสวรรค์ จนถึงอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ทั้งไปและกลับโดยลำพังตัวคนเดียว รวมระยะทางกว่า 3,000 กิโลเมตร
ก่อนหน้านี้ ในช่วงปี 2529 – 2530 กฤตย์หาประสบการณ์การใช้ความสามารถเอาตัวรอดในการเดินทาง โดยการโบกรถ เดินทางไปทั่วทวีปยุโรป โดยลำพัง เป็นระยะเวลาต่อเนื่องราว 5 เดือน
วันนี้ ในปี พ.ศ.2553 กฤตย์ ทองคง สั่งสมประสบการณ์ และบ่มเพาะจิตใจอันแข็งแกร่ง และกล้าหาญ เพื่อการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของชีวิต ภายใต้ชื่อ โลกกว้าง...ทางไกล สองน่อง...เหนื่อยนี้เพื่อน้อง สานสัมพันธ์ผู้รักสุขภาพไทย ลาว เวียดนาม จีน
ทั้งนี้ด้วยเจตนามุ่งมั่น ที่จะใช้การเดินทางไกลครั้งนี้ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะทรงมีพระชนมายุ 84 พรรษา ในปี 2554 ในฐานะพระองค์เป็นประดุจ “พ่อของคนไทยทั้งแผ่นดิน”
การขี่จักรยาน ระยะทางราว 5,000 กิโลเมตรหนนี้ ยังเป็นไปเพื่อเรียกร้องความรักความสามัคคีของคนในชาติ รวมถึงต้องการรณรงค์ให้สาธารณชน ตระหนักในความสำคัญของการออกกำลังกาย จนเป็นวิถีชีวิต และเขายังตั้งความหวังที่จะระดมเงินเป็นกองทุน สำหรับเยาวชนที่ยากจน และด้อยโอกาสอีกด้วย
จุดเริ่มต้นการขี่จักรยานของ กฤตย์ ทองคง เริ่มที่สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ในวันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2553 ผ่าน นครสวรรค์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ แพร่ พะเยา เชียราย เข้าสู่ ลาว ผ่านห้วยทราย หลวงน้ำทา ปากแบ่ง มุ่งสู่เวียดนาม ผ่านเดียนเบียนฟู ฮานอย และลังซอน เข้าสู่ประเทศจีน ผ่านหนานหนิง กวางตุ้ง เซี๊ยะเหมิน เซียงไฮ้ นานกิง เทียนสิน
จุดสิ้นสุดการเดินทาง โดยจักรยานตามลำพังของ กฤตย์ ทองคง อยู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน จากนั้นจึงเดินทางกลับถึงประเทศไทยโดยเครื่องบิน ประมาณเดือนตุลาคม 2553 รวมเวลาเดินทาง 100 วัน ด้วยระยะทางราว 5,000 กิโลเมตร
ตลอดระยะการเดินทาง คุณกฤตย์ จะเข้าเยี่ยมชมรมออกกำลังกายของเมืองต่าง ๆ ตามรายทาง เพื่อมอบสารจากประธานสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย ถึงผู้นำชมรมเหล่านั้น เพื่อแสดงเจตนาในการมีส่วนร่วมต่อการผลักดัน เงื่อนไขทางสังคมที่เอื้อต่อการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพในภาคพื้นเอเชีย
ขอเชิญชวนเพื่อนนักวิ่งทั่วไทย ส่งพลังใจให้กับ กฤตย์ ทองคง สานฝันของเขาให้เป็นจริง ภายใต้โครงการ โลกกว้าง...ทางไกล สองน่อง...เหนื่อยนี้เพื่อน้อง และเชิญร่วมบริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อการฝึกวิ่งถนนให้กับเยาวชนที่ขาดแคลนได้ ในชื่อบัญชี โลกกว้าง...ทางไกล ธนาคารกรุงไทย สาขาปากน้ำโพ เลขที่บัญชี 628-0-22710-3 ที่มีกรรมการรักษาเงิน ประกอบด้วย กฤตย์ ทองคง (เจ้าของโครงการ) พีรพงษ์ นพนาคีพงศ์ (เฮียปอ : ประธานเครือข่ายชมรมวิ่งภาคเหนือตอนล่าง) และ ร.ต.ต.จำเริญ วรทอง (รองนายก อบจ.นครสวรรค์)
วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สวนสร้างสุข:Healthy Park
การเรียนในห้องเรียนสี่เหลี่ยมแคบ ๆ วันละ 8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5 วัน กับกิจกรรมในรั้วโรงเรียนเป็นเป็นกิจวัตรซ้ำซาก จำเจ บางครั้งก็น่าเบื่อหน่าย เป็นสาเหตุ ที่ทำให้เด็กไม่สนใจการเรียน บางคนถึงกับหนีเรียน นำไปสู่การรวมกลุ่ม และมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ กลายเป็นปัญหาของสังคม ที่นับวันจะรุนแรง จนยากจะแก้ไข
โรงเรียนบ้านทุ่งน้อย อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ตระหนักในสาเหตุของปัญหาดังกล่าวจึงจัดทำโครงการ “สวนสร้างสุข เพื่อการเรียนรู้” ขึ้น โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสมาพันธ์ชมรมเดิน วิ่งเพื่อสุขภาพไทยเครือข่ายภาคตะวันตก เป็นการขยายห้องเรียน และรั้วโรงเรียนออกไปสู่ชุมชน ที่มีแหล่งเรียนรู้ ทั้งที่เป็นแหล่งธรรมชาติ ร้านค้า วัดวาอาราม และยังอุดมไปด้วยครูภูมิปัญญา หลากหลายสาขา หลากหลายอาชีพ
การเดิน การวิ่ง การขี่จักรยาน และกิจกรรมนันทนาการ เป็นเครื่องมือทีทถูกนำมาใช้เพื่อเข้าสู่สาระการเรียนรู้ ตรมหลักสูตรอย่างบูรณาการ
โรงเรียนบ้านทุ่งน้อย อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ตระหนักในสาเหตุของปัญหาดังกล่าวจึงจัดทำโครงการ “สวนสร้างสุข เพื่อการเรียนรู้” ขึ้น โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสมาพันธ์ชมรมเดิน วิ่งเพื่อสุขภาพไทยเครือข่ายภาคตะวันตก เป็นการขยายห้องเรียน และรั้วโรงเรียนออกไปสู่ชุมชน ที่มีแหล่งเรียนรู้ ทั้งที่เป็นแหล่งธรรมชาติ ร้านค้า วัดวาอาราม และยังอุดมไปด้วยครูภูมิปัญญา หลากหลายสาขา หลากหลายอาชีพ
การเดิน การวิ่ง การขี่จักรยาน และกิจกรรมนันทนาการ เป็นเครื่องมือทีทถูกนำมาใช้เพื่อเข้าสู่สาระการเรียนรู้ ตรมหลักสูตรอย่างบูรณาการ
วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ออกกำลังกายได้อะไรมากกว่าที่คิด
ตอนที่ 1 อะไรทำให้คนออกกำลังกายมากน้อยต่างกัน
ชัยยุทธ กุลตังวัฒนา
หลายคนอาจจะสงสัยว่าคนที่ออกกำลังกายมากกับคนที่ออกกำลังน้อย หรือไม่ค่อยออกกำลังกาย มีสาเหตุอะไรที่ทำให้บุคคลต่างๆ เหล่านี้มีพฤติกรรมการออกกำลังกายมากน้อยต่างกัน คำตอบของคำถามนี้ นักวิจัยของสสส. นำทีมโดย นายชัยยุทธ กุลตังวัฒนา จากโรงพยาบาลราชวิถี และคณะจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และกรมการพัฒนาชุมชนประกอบด้วย ผศ.ดร.กมลมาลย์ วิรัตน์เศรษฐสิน รศ.ดร.ธาดา วิมลวัตรเวที อ.ธงชาติ ภู่เจริญ และนายศุภชัย สุพรรณทอง ได้เฉลยไว้ในงานวิจัยเรื่อง “ปัจจัยเชิงเหตุและผลของพฤติกรรมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพของคนไทย” ไว้ว่า ปัจจัยสำคัญตามลำดับที่ทำให้คนไทยโดยทั่วไป มีการออกกำลังกายมากน้อยต่างกัน คือ
1. มีปัจจัยเอื้อต่อการออกกำลังกาย เช่น การอยู่ใกล้สถานที่ออกกำลังกาย มีอุปกรณ์การออกกำลังกาย อุปกรณ์การออกกำลังกายราคาไม่แพงหาซื้อได้ง่าย เดินทางไปออกกำลังกายได้สะดวก มีประสบการณ์ในการออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก มีทักษะในการออกกำลังกาย มีผู้นำในการออกกำลังกาย เห็นโฆษณาการออกกำลังกายของสสส. และบรรยากาศในจังหวัดสนับสนุนการออกกำลังกาย เป็นต้น
2. มีทัศนคติที่ดีต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เช่น รู้สึกพอใจที่ได้ออกกำลังกายและรู้สึกไม่สบายใจที่ไม่ได้ออกกำลังกาย พอใจที่ได้ออกกำลังกายกับเพื่อนและจะรู้สึกภูมิใจมากที่สามารถชักชวนให้เพื่อนออกกำลังกายได้ พอใจที่สามารถค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกาย มีความมุ่งมั่นที่จะออกกำลังกายเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ตั้งใจว่าจะพยายามออกกำลังกายให้ได้ตามเกณฑ์ของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพคือ ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 30 นาที และออกกำลังกายให้ได้ความแรงระดับปานกลาง คือ ออกกำลังกายจนรู้สึกเหนื่อยและสามารถพูดคุยกับคนข้างเคียงได้จบประโยค เป็นต้น
3. มีความเชื่ออำนาจในตนในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เช่น มีความรู้สึกหรือความเชื่อว่าสามารถป้องกันตนเองไม่ให้เจ็บป่วยได้ด้วยการออกกำลังกาย เชื่อว่าสามารถทำให้ตนเองมีสุขภาพดีได้ด้วยการออกกำลังกาย เชื่อว่าจะออกกำลังกายด้วยตนเองไม่ต้องรอคนอื่นมาชักชวน เชื่อว่าจะสามารถออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องได้นาน
ครั้งละประมาณ 30 นาที เชื่อว่าสามารถควบคุมสุขภาพของตนเองได้ด้วยการออกกำลังกาย เชื่อว่าภาวะสุขภาพของตนเองในขณะนี้เป็นผลมาจากการออกกำลังกายของตนเอง เป็นต้น
4. ได้รับการสนับสนุนทางสังคม เช่น ได้รับคำแนะนำที่ดีในการออกกำลังกายจากเพื่อน ได้กำลังใจจากเพื่อนและคนในครอบครัว เพื่อนและคนในครอบครัวแสดงความชื่นชมเมื่อออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อนๆ และคนในครอบครัวชักชวนไปออกกำลังกาย เพื่อนๆ แสดงความมีน้ำใจขณะออกกำลังกาย เช่น ให้น้ำดื่ม ผู้นำชุมชนให้การสนับสนุน หน่วยงานมีกิจกรรมสนับสนุนการออกกำลังกาย เป็นต้น
5. มีแบบอย่างที่ดีในการในการออกกำลังกาย เช่น มีผู้ใกล้ชิดที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เห็นแบบอย่างที่ถูกต้องในการออกกำลังกายจากผู้ใกล้ชิด เห็นผู้ใกล้ชิดชักชวนเพื่อนๆ ไปออกกำลังกาย เห็นผู้ใกล้ชิดอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพให้เพื่อนๆ ฟัง เห็นผู้ใกล้ชิดแสดงความชื่นชมเมื่อเพื่อนๆ ออกกำลังกาย เป็นต้น
6. มีสุขภาพจิตดี เช่น รู้สึกสบายใจ พึงพอใจในชีวิต ภูมิใจในตนเอง รู้สึกว่าสมาชิกในครอบครัวมีความรักและผูกพันต่อกัน รู้สึกมั่นคงปลอดภัยเมื่อยู่ในครอบครัว ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้กับการดำเนินชีวิตประจำวัน สามารถทำใจยอมรับกับปัญหาที่ยากจะแก้ไข สามารถควบคุมอารมณ์ได้เมื่อมีเหตุการณ์คับขันหรือร้ายแรงเกิดขึ้น มีความมั่นใจที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นในชีวิต เป็นต้น
7. รู้สึกว่ามีฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวดี เช่น มีรายได้พอเพียงสำหรับค่าใช้จ่ายประจำวันในบ้าน มีรายได้เหลือเพื่อเก็บออมไว้ใช้ในยามจำเป็น เป็นต้น
โดยสรุปก็คือ ผู้ที่มีปัจจัยเอื้อต่อการออกกำลังกายมาก มีทัศนคติที่ดีต่อการออกกำลังกายมาก มีความเชื่ออำนาจในตนในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพมาก ได้รับการสนับสนุนทางสังคมมาก มีแบบอย่างที่ดีในการออกกำลังกายมาก มีสุขภาพจิตดี และมีฐานทางเศรษฐกิจของครอบครัวดี จะเป็นสาเหตุให้ออกกำลังกายมากกว่าผู้ที่มีลักษณะต่างๆ เหล่านี้น้อย ยังมีข้อค้นพบดีๆ อีกมากมายจากงานวิจัยเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะทยอยนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทุกท่าน อย่าลืมติดตามคอลัมภ์นี้เป็นประจำ แล้วท่านจะพบว่าท่านก็เป็นผู้หนึ่งที่มีสุขภาพดีได้ด้วยการออกกำลังกาย
หลายคนอาจจะสงสัยว่าคนที่ออกกำลังกายมากกับคนที่ออกกำลังน้อย หรือไม่ค่อยออกกำลังกาย มีสาเหตุอะไรที่ทำให้บุคคลต่างๆ เหล่านี้มีพฤติกรรมการออกกำลังกายมากน้อยต่างกัน คำตอบของคำถามนี้ นักวิจัยของสสส. นำทีมโดย นายชัยยุทธ กุลตังวัฒนา จากโรงพยาบาลราชวิถี และคณะจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และกรมการพัฒนาชุมชนประกอบด้วย ผศ.ดร.กมลมาลย์ วิรัตน์เศรษฐสิน รศ.ดร.ธาดา วิมลวัตรเวที อ.ธงชาติ ภู่เจริญ และนายศุภชัย สุพรรณทอง ได้เฉลยไว้ในงานวิจัยเรื่อง “ปัจจัยเชิงเหตุและผลของพฤติกรรมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพของคนไทย” ไว้ว่า ปัจจัยสำคัญตามลำดับที่ทำให้คนไทยโดยทั่วไป มีการออกกำลังกายมากน้อยต่างกัน คือ
1. มีปัจจัยเอื้อต่อการออกกำลังกาย เช่น การอยู่ใกล้สถานที่ออกกำลังกาย มีอุปกรณ์การออกกำลังกาย อุปกรณ์การออกกำลังกายราคาไม่แพงหาซื้อได้ง่าย เดินทางไปออกกำลังกายได้สะดวก มีประสบการณ์ในการออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก มีทักษะในการออกกำลังกาย มีผู้นำในการออกกำลังกาย เห็นโฆษณาการออกกำลังกายของสสส. และบรรยากาศในจังหวัดสนับสนุนการออกกำลังกาย เป็นต้น
2. มีทัศนคติที่ดีต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เช่น รู้สึกพอใจที่ได้ออกกำลังกายและรู้สึกไม่สบายใจที่ไม่ได้ออกกำลังกาย พอใจที่ได้ออกกำลังกายกับเพื่อนและจะรู้สึกภูมิใจมากที่สามารถชักชวนให้เพื่อนออกกำลังกายได้ พอใจที่สามารถค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกาย มีความมุ่งมั่นที่จะออกกำลังกายเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ตั้งใจว่าจะพยายามออกกำลังกายให้ได้ตามเกณฑ์ของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพคือ ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 30 นาที และออกกำลังกายให้ได้ความแรงระดับปานกลาง คือ ออกกำลังกายจนรู้สึกเหนื่อยและสามารถพูดคุยกับคนข้างเคียงได้จบประโยค เป็นต้น
3. มีความเชื่ออำนาจในตนในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เช่น มีความรู้สึกหรือความเชื่อว่าสามารถป้องกันตนเองไม่ให้เจ็บป่วยได้ด้วยการออกกำลังกาย เชื่อว่าสามารถทำให้ตนเองมีสุขภาพดีได้ด้วยการออกกำลังกาย เชื่อว่าจะออกกำลังกายด้วยตนเองไม่ต้องรอคนอื่นมาชักชวน เชื่อว่าจะสามารถออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องได้นาน
ครั้งละประมาณ 30 นาที เชื่อว่าสามารถควบคุมสุขภาพของตนเองได้ด้วยการออกกำลังกาย เชื่อว่าภาวะสุขภาพของตนเองในขณะนี้เป็นผลมาจากการออกกำลังกายของตนเอง เป็นต้น
4. ได้รับการสนับสนุนทางสังคม เช่น ได้รับคำแนะนำที่ดีในการออกกำลังกายจากเพื่อน ได้กำลังใจจากเพื่อนและคนในครอบครัว เพื่อนและคนในครอบครัวแสดงความชื่นชมเมื่อออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อนๆ และคนในครอบครัวชักชวนไปออกกำลังกาย เพื่อนๆ แสดงความมีน้ำใจขณะออกกำลังกาย เช่น ให้น้ำดื่ม ผู้นำชุมชนให้การสนับสนุน หน่วยงานมีกิจกรรมสนับสนุนการออกกำลังกาย เป็นต้น
5. มีแบบอย่างที่ดีในการในการออกกำลังกาย เช่น มีผู้ใกล้ชิดที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เห็นแบบอย่างที่ถูกต้องในการออกกำลังกายจากผู้ใกล้ชิด เห็นผู้ใกล้ชิดชักชวนเพื่อนๆ ไปออกกำลังกาย เห็นผู้ใกล้ชิดอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพให้เพื่อนๆ ฟัง เห็นผู้ใกล้ชิดแสดงความชื่นชมเมื่อเพื่อนๆ ออกกำลังกาย เป็นต้น
6. มีสุขภาพจิตดี เช่น รู้สึกสบายใจ พึงพอใจในชีวิต ภูมิใจในตนเอง รู้สึกว่าสมาชิกในครอบครัวมีความรักและผูกพันต่อกัน รู้สึกมั่นคงปลอดภัยเมื่อยู่ในครอบครัว ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้กับการดำเนินชีวิตประจำวัน สามารถทำใจยอมรับกับปัญหาที่ยากจะแก้ไข สามารถควบคุมอารมณ์ได้เมื่อมีเหตุการณ์คับขันหรือร้ายแรงเกิดขึ้น มีความมั่นใจที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นในชีวิต เป็นต้น
7. รู้สึกว่ามีฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวดี เช่น มีรายได้พอเพียงสำหรับค่าใช้จ่ายประจำวันในบ้าน มีรายได้เหลือเพื่อเก็บออมไว้ใช้ในยามจำเป็น เป็นต้น
โดยสรุปก็คือ ผู้ที่มีปัจจัยเอื้อต่อการออกกำลังกายมาก มีทัศนคติที่ดีต่อการออกกำลังกายมาก มีความเชื่ออำนาจในตนในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพมาก ได้รับการสนับสนุนทางสังคมมาก มีแบบอย่างที่ดีในการออกกำลังกายมาก มีสุขภาพจิตดี และมีฐานทางเศรษฐกิจของครอบครัวดี จะเป็นสาเหตุให้ออกกำลังกายมากกว่าผู้ที่มีลักษณะต่างๆ เหล่านี้น้อย ยังมีข้อค้นพบดีๆ อีกมากมายจากงานวิจัยเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะทยอยนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทุกท่าน อย่าลืมติดตามคอลัมภ์นี้เป็นประจำ แล้วท่านจะพบว่าท่านก็เป็นผู้หนึ่งที่มีสุขภาพดีได้ด้วยการออกกำลังกาย
เรียนมวยไทยให้“เป็นมวย”
เรียนมวยไทยให้ “เป็นมวย”
วิชิต ชี้เชิญ*
เมื่อกล่าวถึง“มวยไทย”คงไม่มีคนไทยคนไหนที่บอกว่าไม่รู้จัก มวยไทยเป็นกีฬาที่เป็นเครื่องหมายของประเทศไทย การประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวประเทศไทยนอกจากการนำ เสนอวัฒนธรรมอื่นๆแล้วจะมีเรื่องของมวยไทยเป็นวัฒนธรรมด้านกีฬาเสมอ โดยเฉพาะในปัจจุบัน มวยไทยเป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลก และนับวันชาวต่างชาติจะรู้จักและนิยมมวยไทยมากขึ้น หลายประเทศทั้งในทวีปยุโรป อเมริกา และออสเตรเลียมีค่ายสอนมวยไทย เมื่อชาวต่างชาติเรียนมวยไทยแล้วก็ต้องการเข้ามาแข่งขันชกมวยไทย ต่างชาติหลายคนคิดว่าเรียนมวยไทยแล้วไม่ได้ขึ้นเวทีชกมวยรู้สึกเหมือนไม่ได้เรียนมวย ดังนั้น เราจึงเห็นการจัดแข่งมวยไทยสมัครเล่นนานาชาติในประเทศไทยทุกปี นอกจากทักษะการชกมวยของชาวต่างชาติที่มีพัฒนาการขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือการไหว้ครูมวยไทย ชาวต่างชาติที่ประกวดไหว้ครูมวยไทยทุกวันนี้มีทักษะดีมากขึ้นไหว้ครูได้สวยงามและประกวดได้รับรางวัลชนะเลิศหลายคน เมื่อเราหันกลับมาที่คนไทย อาจต้องตั้งคำถามว่า คนไทยคิดอย่างไรกับมวยไทย มีความเข้าใจเรื่องมวยไทยอย่างไร มีคนไทยกี่คนที่ส่งลูกหลานเรียนมวยไทยหรือมีคนไทยกี่คนที่ต้องการเรียนมวยไทย สถานที่สอนมวยไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร ตอบสนองบุคคลกลุ่มไหน และทิศทางข้างหน้าของมวยไทยจะเป็นอย่างไร การตอบคำถามเหล่านี้คงต้องให้ผู้อ่านเป็นผู้ตอบปัญหาด้วยตนเอง
สำหรับผู้เขียนอาจมองภาพมวยไทยต่างจากมวยไทยเพื่อการแข่งขัน ผู้เขียนคิดว่าบรรพบุรุษของเราได้สร้างวิธีการต่อสู้ป้องกันตัวที่เรียกว่ามวยไทยขึ้นมาด้วยความชาญฉลาด การเรียนมวยไทยของคนไทยโบราณนั้นเป็นเครื่องมือที่ใช้สอนคนให้เป็นคนดีที่มีความสามารถในการต่อสู้ ป้องกันตัวและป้องกันชาติ การใช้ความรู้การต่อสู้ป้องกันตัวนี้ใช้เมื่อยามจำเป็นและใช้อย่างมีคุณธรรม ที่กล่าวเช่นนี้เพราะครูที่สอนการต่อสู้ป้องกันตัวคือพระซึ่งเป็นที่มั่นใจได้ว่าท่านต้องสอนคนให้เป็นคนดีมีหลักธรรมประจำใจ ดังนั้น ปรัชญาการของการสอนผู้เรียนมวยไทยหรือการต่อสู้ป้องกันตัวคือ “การสอนคนก่อนสอนทักษะการต่อสู้” นอกจากนี้วิธีการการสอนมวยไทยในสมัยก่อนผู้เรียนต้องเริ่มจากเรียนการแก้ปัญหาจนมีความชำนาญและครูมั่นใจว่าสามารถต่อสู้ได้จึงอนุญาตให้ชึ้นชกบนเวทีหรือไปเปรียบมวยกับผู้อื่น นั่นคือ ใช้การสอนมวยไทยหรือการต่อสู้ป้องกันตัวในการฝึกการแก้ปัญหาเฉพาะหน้านั่นเอง
ดังนั้น ผู้เขียนจึงได้สร้างหลักสูตรที่มีชื่อว่า “มวยไทยศึกษา” ขึ้น เป็นหลักสูตรระยะสั้นสำหรับผู้ที่สนใจเรียนมวยไทยหรือเรียนการต่อสู้ป้องกันตัว โดยนำองค์ความรู้การต่อสู้ป้องกันตัว
ของไทยทั้งหมดมารวมกันประกอบด้วยการต่อสู้ด้วยมือเปล่า คือ มวยไทย และการต่อสู้โดยใช้อาวุธ คือ กระบี่กระบอง นอกจากนี้มีการนำท่าการเหยียดยืดแบบไทยคือฤาษีดัดตนและการคลายกล้ามเนื้อด้วยการนวดไทยเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีปรัชญา“สอนคนก่อนสอนกีฬา” และมีวิธีการสอนคือ“สอนคนให้เป็นมวย” ไม่ใช่สอนคนเป็นนักมวย อันหมายถึงสอนคนให้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น เรียนรู้วัฒนธรรมไทยอย่างถ่องแท้ สามารถก้าวสู่สังคมโลกได้อย่างสง่างาม
หลักสูตรนี้ผู้เขียนได้จัดเป็นระดับเพื่อให้มีลักษณะเหมือนหลักสูตรการต่อสู้ป้องกันตัวของต่างประเทศ โดยใช้สีของมงคลเป็นสัญลักษณ์ของระดับต่าง ๆ หลักสูตรแบ่งเป็น 9 ระดับ แต่ละระดับใช้ระยะเวลาศึกษา 30 ชั่วโมง แนวคิดของการใช้มงคลมาเป็นหลักในการจัดระดับความรู้ความสามารถของผู้เรียนมวยไทยศึกษานี้ผู้เขียนนำมาจากวิถีชีวิตของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่ยึดหลักการดำเนินชีวิตตามมงคลธรรมในศาสนาพุทธ คำว่า “มงคล” เป็นคำไทยที่มีความหมายว่า เคราะห์ดี มีความสุข การดำเนินชีวิตประจำวันของคนไทยที่ทำให้เราสามารถอยู่ดีมีความสุขโดยใช้หลักพุทธศาสนาต้องประกอบด้วยมงคล 38 ประการ ดังนั้น การสอนคนให้เป็นคนดีของหลักสูตรมวยไทยศึกษาจึงได้นำมงคล 38 ประการมาเป็นแนวคิดในการจัดระดับความรู้ความสามารถของผู้เรียน โดยผู้เรียนมวยไทยศึกษาจะต้องผ่านกระบวนการของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เกิดทั้งความดีและมีความสามารถปฏิบัติทักษะของมวยไทยศึกษาได้ เช่น มีสติ มีสมาธิ สามารถแก้ปัญหาในทันทีด้วยปฏิภาณไหวพริบ หยุดเป็น รับเป็น รอบคอบ แก้ไข ผ่อนหนักเป็นเบา มีการตัดสินใจที่ฉับไว มีความอ่อนน้อมถ่อมตนแต่เข้มแข็ง องอาจ อดทน รู้รักสามัคคี มีความกตัญญู เป็นผู้นำและผู้ตามที่มีคุณธรรม รู้จักการดูแลสุขภาพของตนเอง รู้จักการช่วยเหลือผู้อื่น รู้จักการสร้างพลังกายและพลังใจตามวิถีไทย มีความเข้าใจภูมิธรรมและภูมิปัญญาไทยในการป้องกันตัวและการดูแลสุขภาพ เพื่อนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข การวัดและประเมินผลหลักสูตรประกอบด้วย การเข้าชั้นเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 การเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้น ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ผู้ที่ผ่านเกณฑ์เข้าเรียนและเข้าร่วมกิจกรรมที่กำหนดจะทำการสอบเพื่อรับมงคลตามระดับและสมุดบันทึกความสามารถ โดยผู้เรียนต้องสอบผ่านทั้งทักษะฤาษีดัดตน มวยไทย กระบี่กระบอง และนวด ทั้งนี้ผู้ที่เข้าเรียน 30 ชั่วโมงหากไม่สามารถสอบผ่านทุกทักษะในครั้งเดียวสามารถสอบเก็บทักษะใดทักษะหนึ่งได้โดยทักษะนั้นเก็บได้ไม่เกิน 3 ปี หากเกินเวลาที่กำหนดและยังไม่สามารถสอบผ่านต้องสอบใหม่ทั้งหมด หลักสูตรมวยไทยศึกษานี้เป็นลิขสิทธิ์ของสถาบันอาศรมศิลป์ซึ่งพร้อมที่จะให้บริการจัดอบรมแก่ผู้ที่สนใจทั่วไป
ผู้เขียนมีความหวังว่าหลักสูตรมวยไทยศึกษานี้จะเป็นทางเลือกหนึ่งในสังคมไทยสำหรับผู้ที่สนใจเรียนการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทยเพื่อสอนให้คนไทย “เป็นมวย” คือ กตัญญูต่อแผ่นดินเกิด ฝึกการแก้ปัญหา ฝึกความอดทน เข้มแข็ง และรู้รักสามัคคี และเป็นฐานที่มั่นคงสำหรับมวยไทยอาชีพในอนาคตของประเทศไทย
-------------------------
* ครูภูมิปัญญาไทย สภาการศึกษา
* ผู้เชี่ยวชาญพิเศษสถาบันอาศรมศิลป์
วิชิต ชี้เชิญ*
เมื่อกล่าวถึง“มวยไทย”คงไม่มีคนไทยคนไหนที่บอกว่าไม่รู้จัก มวยไทยเป็นกีฬาที่เป็นเครื่องหมายของประเทศไทย การประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวประเทศไทยนอกจากการนำ เสนอวัฒนธรรมอื่นๆแล้วจะมีเรื่องของมวยไทยเป็นวัฒนธรรมด้านกีฬาเสมอ โดยเฉพาะในปัจจุบัน มวยไทยเป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลก และนับวันชาวต่างชาติจะรู้จักและนิยมมวยไทยมากขึ้น หลายประเทศทั้งในทวีปยุโรป อเมริกา และออสเตรเลียมีค่ายสอนมวยไทย เมื่อชาวต่างชาติเรียนมวยไทยแล้วก็ต้องการเข้ามาแข่งขันชกมวยไทย ต่างชาติหลายคนคิดว่าเรียนมวยไทยแล้วไม่ได้ขึ้นเวทีชกมวยรู้สึกเหมือนไม่ได้เรียนมวย ดังนั้น เราจึงเห็นการจัดแข่งมวยไทยสมัครเล่นนานาชาติในประเทศไทยทุกปี นอกจากทักษะการชกมวยของชาวต่างชาติที่มีพัฒนาการขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือการไหว้ครูมวยไทย ชาวต่างชาติที่ประกวดไหว้ครูมวยไทยทุกวันนี้มีทักษะดีมากขึ้นไหว้ครูได้สวยงามและประกวดได้รับรางวัลชนะเลิศหลายคน เมื่อเราหันกลับมาที่คนไทย อาจต้องตั้งคำถามว่า คนไทยคิดอย่างไรกับมวยไทย มีความเข้าใจเรื่องมวยไทยอย่างไร มีคนไทยกี่คนที่ส่งลูกหลานเรียนมวยไทยหรือมีคนไทยกี่คนที่ต้องการเรียนมวยไทย สถานที่สอนมวยไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร ตอบสนองบุคคลกลุ่มไหน และทิศทางข้างหน้าของมวยไทยจะเป็นอย่างไร การตอบคำถามเหล่านี้คงต้องให้ผู้อ่านเป็นผู้ตอบปัญหาด้วยตนเอง
สำหรับผู้เขียนอาจมองภาพมวยไทยต่างจากมวยไทยเพื่อการแข่งขัน ผู้เขียนคิดว่าบรรพบุรุษของเราได้สร้างวิธีการต่อสู้ป้องกันตัวที่เรียกว่ามวยไทยขึ้นมาด้วยความชาญฉลาด การเรียนมวยไทยของคนไทยโบราณนั้นเป็นเครื่องมือที่ใช้สอนคนให้เป็นคนดีที่มีความสามารถในการต่อสู้ ป้องกันตัวและป้องกันชาติ การใช้ความรู้การต่อสู้ป้องกันตัวนี้ใช้เมื่อยามจำเป็นและใช้อย่างมีคุณธรรม ที่กล่าวเช่นนี้เพราะครูที่สอนการต่อสู้ป้องกันตัวคือพระซึ่งเป็นที่มั่นใจได้ว่าท่านต้องสอนคนให้เป็นคนดีมีหลักธรรมประจำใจ ดังนั้น ปรัชญาการของการสอนผู้เรียนมวยไทยหรือการต่อสู้ป้องกันตัวคือ “การสอนคนก่อนสอนทักษะการต่อสู้” นอกจากนี้วิธีการการสอนมวยไทยในสมัยก่อนผู้เรียนต้องเริ่มจากเรียนการแก้ปัญหาจนมีความชำนาญและครูมั่นใจว่าสามารถต่อสู้ได้จึงอนุญาตให้ชึ้นชกบนเวทีหรือไปเปรียบมวยกับผู้อื่น นั่นคือ ใช้การสอนมวยไทยหรือการต่อสู้ป้องกันตัวในการฝึกการแก้ปัญหาเฉพาะหน้านั่นเอง
ดังนั้น ผู้เขียนจึงได้สร้างหลักสูตรที่มีชื่อว่า “มวยไทยศึกษา” ขึ้น เป็นหลักสูตรระยะสั้นสำหรับผู้ที่สนใจเรียนมวยไทยหรือเรียนการต่อสู้ป้องกันตัว โดยนำองค์ความรู้การต่อสู้ป้องกันตัว
ของไทยทั้งหมดมารวมกันประกอบด้วยการต่อสู้ด้วยมือเปล่า คือ มวยไทย และการต่อสู้โดยใช้อาวุธ คือ กระบี่กระบอง นอกจากนี้มีการนำท่าการเหยียดยืดแบบไทยคือฤาษีดัดตนและการคลายกล้ามเนื้อด้วยการนวดไทยเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีปรัชญา“สอนคนก่อนสอนกีฬา” และมีวิธีการสอนคือ“สอนคนให้เป็นมวย” ไม่ใช่สอนคนเป็นนักมวย อันหมายถึงสอนคนให้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น เรียนรู้วัฒนธรรมไทยอย่างถ่องแท้ สามารถก้าวสู่สังคมโลกได้อย่างสง่างาม
หลักสูตรนี้ผู้เขียนได้จัดเป็นระดับเพื่อให้มีลักษณะเหมือนหลักสูตรการต่อสู้ป้องกันตัวของต่างประเทศ โดยใช้สีของมงคลเป็นสัญลักษณ์ของระดับต่าง ๆ หลักสูตรแบ่งเป็น 9 ระดับ แต่ละระดับใช้ระยะเวลาศึกษา 30 ชั่วโมง แนวคิดของการใช้มงคลมาเป็นหลักในการจัดระดับความรู้ความสามารถของผู้เรียนมวยไทยศึกษานี้ผู้เขียนนำมาจากวิถีชีวิตของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่ยึดหลักการดำเนินชีวิตตามมงคลธรรมในศาสนาพุทธ คำว่า “มงคล” เป็นคำไทยที่มีความหมายว่า เคราะห์ดี มีความสุข การดำเนินชีวิตประจำวันของคนไทยที่ทำให้เราสามารถอยู่ดีมีความสุขโดยใช้หลักพุทธศาสนาต้องประกอบด้วยมงคล 38 ประการ ดังนั้น การสอนคนให้เป็นคนดีของหลักสูตรมวยไทยศึกษาจึงได้นำมงคล 38 ประการมาเป็นแนวคิดในการจัดระดับความรู้ความสามารถของผู้เรียน โดยผู้เรียนมวยไทยศึกษาจะต้องผ่านกระบวนการของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เกิดทั้งความดีและมีความสามารถปฏิบัติทักษะของมวยไทยศึกษาได้ เช่น มีสติ มีสมาธิ สามารถแก้ปัญหาในทันทีด้วยปฏิภาณไหวพริบ หยุดเป็น รับเป็น รอบคอบ แก้ไข ผ่อนหนักเป็นเบา มีการตัดสินใจที่ฉับไว มีความอ่อนน้อมถ่อมตนแต่เข้มแข็ง องอาจ อดทน รู้รักสามัคคี มีความกตัญญู เป็นผู้นำและผู้ตามที่มีคุณธรรม รู้จักการดูแลสุขภาพของตนเอง รู้จักการช่วยเหลือผู้อื่น รู้จักการสร้างพลังกายและพลังใจตามวิถีไทย มีความเข้าใจภูมิธรรมและภูมิปัญญาไทยในการป้องกันตัวและการดูแลสุขภาพ เพื่อนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข การวัดและประเมินผลหลักสูตรประกอบด้วย การเข้าชั้นเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 การเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้น ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ผู้ที่ผ่านเกณฑ์เข้าเรียนและเข้าร่วมกิจกรรมที่กำหนดจะทำการสอบเพื่อรับมงคลตามระดับและสมุดบันทึกความสามารถ โดยผู้เรียนต้องสอบผ่านทั้งทักษะฤาษีดัดตน มวยไทย กระบี่กระบอง และนวด ทั้งนี้ผู้ที่เข้าเรียน 30 ชั่วโมงหากไม่สามารถสอบผ่านทุกทักษะในครั้งเดียวสามารถสอบเก็บทักษะใดทักษะหนึ่งได้โดยทักษะนั้นเก็บได้ไม่เกิน 3 ปี หากเกินเวลาที่กำหนดและยังไม่สามารถสอบผ่านต้องสอบใหม่ทั้งหมด หลักสูตรมวยไทยศึกษานี้เป็นลิขสิทธิ์ของสถาบันอาศรมศิลป์ซึ่งพร้อมที่จะให้บริการจัดอบรมแก่ผู้ที่สนใจทั่วไป
ผู้เขียนมีความหวังว่าหลักสูตรมวยไทยศึกษานี้จะเป็นทางเลือกหนึ่งในสังคมไทยสำหรับผู้ที่สนใจเรียนการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทยเพื่อสอนให้คนไทย “เป็นมวย” คือ กตัญญูต่อแผ่นดินเกิด ฝึกการแก้ปัญหา ฝึกความอดทน เข้มแข็ง และรู้รักสามัคคี และเป็นฐานที่มั่นคงสำหรับมวยไทยอาชีพในอนาคตของประเทศไทย
-------------------------
* ครูภูมิปัญญาไทย สภาการศึกษา
* ผู้เชี่ยวชาญพิเศษสถาบันอาศรมศิลป์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)












